ฝากถึงน้องๆม.6ปีนี้ "เมื่อเรามีทางแยกชีวิตให้เลือก"
posted on 17 May 2009 18:06 by chrnowaya in LifeandOtherเอาล่ะ(หายใจเข้า-ออก)
วันนี้ขออัพบล็อกแบบมีสาระซะหน่อย
text ล้วนๆนะคะ แฮ่
เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องจริงของเราล้วนๆ ไม่มีปรุงแต่งใดๆเลยค่ะ
ออกจะนิยายน้ำเน่าไปหน่อย เชื่อยากเล็กน้อย แต่ไม่มีโกหกใดๆ อยากให้อ่านค่ะ
เป็นอุทาหรณ์ ให้น้องๆที่กำลังขึ้นม.6 (หรือขึ้นแล้ว)ไม่มากก็น้อยค่ะ
เผื่อจะเจอเหตุการณ์เดียวกัน(หรือคล้ายๆ) จะได้เอาไปเป็นตัวเลือกด้วยค่ะ
ชั้นอื่นๆก็อ่านกันได้นะ ไม่ได้จำกัดแค่ชั้นนี้ชั้นเดียว(หัวเราะ)
เนื้อหาในบลอกนี้เราขอใช้ตัวแทนเป็น "พี่" แล้วกันนะคะ
ปล. เนื้อหายาวมากๆ
ย้อนความไป เมื่อธันวาปี 2551
สอบโควต้าภาคเหนือของมหาลัยเชียงใหม่
มกราประกาศผล
พี่ไม่ติดโควต้า มช. ค่ะ
แต่พี่ไปติด ม.พายัพแทน
ห้องพี่ปีนั้นติด โควต้าภาคเหนือ(ทุกสถาบัน) รวม 4 คนค่ะ
ตอนนั้นเฟลไปแล้วรอบ เหอๆ
แต่พี่ก็ลองย้อนมองดูเพื่อนในห้องคนอื่นๆที่ไม่ติด บางคนยังไม่เฟลเลย(หรือเฟลไม่รู้ แต่คงเก็บอารมณ์เอาไว้)
พี่เลยมีแรงฮึด สู้ต่อค่ะ
ต่อมาสอบแอดมิดชั่น
พี่มีเวลาเตรียมตัวน้อยมากๆค่ะ แต่พี่ก็พยายามเต็มที่
สารภาพพี่เรียนห่วยแตกมาก 0 ติดมากกว่า 10 ตัว เกรดทุเรศเรี่ยดิน ขี้เกียจก็ขี้เกียจ จบก็จบแบบเขาถีบส่งออกมา แล้วกุจะเอาอะไรไปยื่นล่ะเนี่ย
แต่พี่ก็ผ่านตรงนั้นมาได้
เตือนน้องๆที่ยังมี 0 ร. มส. อะไรรีบแก้แต่เนิ่นๆจะได้ไม่เหนื่อยเหมือนพี่ที่ต้องรีบแก้ก่อนจบน่ะค่ะ
อ่ะเข้าเรื่องๆต่อๆ
คะแนน โอเน็ต เอเน็ต ออกแล้ว
ได้เวลารวมคะแนนแล้วเลือกคณะ
พี่รวมคะแนนแล้วพี่ได้เฉลี่ยแค่ 3900 กว่าๆค่ะ หึหึ
ผลพวงจากการไม่ตั้งใจเรียน เอาแต่กิจกรรมไปวันๆ(ฮ่าๆๆ)
ตอนนั้นอยากย้อนเวลา แต่ก็ทำไม่ได้แล้วค่ะ
ทำใจอย่างเดียว
ตอนนั้นพี่คิดแล้วนะว่าจะยื่นคณะไหนดี? เพราะคะแนนแต่ล่ะที่ 5000 ขึ้นทั้งนั้น(ฮ่าๆๆๆๆๆ)
พี่เลยตัดสินใจ เลือกคะแนนเปิดใหม่ทั้งหมดในปีนั้นค่ะ(คณะเปิดใหม่คือคณะที่พึ่งเปิดรับผ่านแอดมิดปีนี้ปีแรก และไม่มีคะแนนสอบพื้นฐาน)
พี่เลือกไป 3 คณะ
มช.2 มฟล.1
พี่หวัง มช.มากค่ะ แม้จะริบหรี่ก็ตาม 5555
ระหว่างนั้นพี่ก็ไปสอบของมหาลัยราชภัฏเชียงใหม่ด้วย
จากนั้นก็รอร้อรอ
แล้วผลแอดมิดก็ออก
พี่ติด สำนักศิลปศาสตร์จีน แม่ฟ้าหลวง ค่ะ ใช้คะแนนญี่ปุ่นสอบ
ตอนนั้นคือ
อึ้งมาก
เพราะมันเป็นคณะที่พี่เลือกไปแล้วไม่คิดว่า "มันจะติด"
แถมพี่เป็นคนเดียวในประเทศที่เลือกด้วย
บ้านพี่ดีใจกันยกใหญ่ โทรบอกญาติโกโหติกาสายโทรศัพท์จะไหม้
ทางบ้านหวังกะพี่มาก
บอกให้ไปสอบสัมภาษณ์พี่ก็ไป
เจอเรื่องหน้าปวดหัวอีก (เรื่องอะไรลองไปอ่านเอนทรี่ที่แล้วที่พี่ถมขาวดูนะ)
พูดตรงๆว่าตอนนั้นพี่ท้อมาก
พี่รู้เลยหลังจากตอนนั้นว่า "พี่เรียนจีนไม่รอดแน่ๆ ไม่รอดเด็ดๆ"
พี่เลยบอกพ่อกะแม่พี่ไปว่า
"พ่อ แม่ ถ้าหนูติดอันดับ 1 กะ 2 ของม.ราชภัฏหนูจะเรียนอยู่ที่นี่ แต่ถ้าหนูติดอันดับ 3 หนูจะไปเรียนมฟล. "
พ่อกะแม่เหมือนจะเข้าใจ ตกลงกันดิบดี
แต่พอวันที่ 14 ผลของ ม.ราชภัฏออก
พี่ติด อันดับ 2 สินสาดเกาหลี ม.ราชภัฏเชียงใหม่
เท่านั้นแหละค่ะ
บ้านพี่แตกเลย
พี่ทะเลาะกะแม่เป็นเรื่องใหญ่โต
ถึงขั้นจะตัดแม่ตัดลูกกันเลยทีเดียว
โดนด่าว่าไม่เอาแล้วจะเลือกทำไม มาให้ความหวังแม่ทำไม "แม่ไม่น่าให้แกเกิดมาเลย"
มันเจ็บมากๆ ที่โดนผู้ให้กำเนิดพูดกับเราแบบนี้ เจ็บซะยิ่งกว่าโดนรถชนอาการปางตายซะอีก
พ่อพี่ก็ไม่พูดอะไรเลย
น้องพี่เข้าข้างแม่พี่ ด่าพี่ว่าโง่รึเปล่า ม.ดีๆไม่เลือกไปเลือกม.ราชภัฏ
พี่พูดอะไรเขาไม่ฟังพี่เลย พี่อธิบายเขาก็ไม่ฟังพี่เลย
แล้วเรื่องตอนนั้นก็จบที่ว่าแม่พี่หนีเข้าห้องทั้งน้ำตา
พี่ร้องไห้หนักมากๆ
โทรหาพี่ๆหลายๆคนระบาย ตอนนั้นคือเฟลมากๆ ถึงขั้นจะคิดสั้นด้วยซ้ำ
แต่ก็ไม่ได้ทำหรอกนะ
คืนนั้นพี่ร้องไห้บนที่นอนทั้งคืน
วันรุ่งขึ้น พี่มองในกระจก
"อีนี่เป็นใคร"
หน้าพี่โทรมมากๆ ง่วงมากๆอีกด้วย แต่พี่ก็หลับไม่ลงแล้ว
พี่เลยขับรถออกจากบ้าน
ไปหาครูที่พี่ไว้ใจ และสนิทด้วย
แต่พี่ไม่เจอครูเขา เหมือนจะติดสอน
พี่เลยไปหาครูห้องแนะแนว
พี่เรียกครูเขาว่า "ป้าศรี"
ป้าศรีเป็นครูแนะแนวที่เก่งที่สุดที่เรารู้จักมา
พี่ไปร้องไห้กะครูแล้วพูดเรื่องที่บ้านให้ฟัง
ครูเขาถามพี่ว่า เธออยากเรียนอะไรระหว่างจีน กับ เกาหลี
พี่เลยตอบไปว่า อยากเรียนเกาหลี
ครูถามพี่อีกว่า ตามเทรนด์รึเปล่า
พี่ก็ตอบไปว่ามันก็ส่วนหนึง แต่มันก็แค่5 เปอร์เซ็นของ เต็ม 100 จริงๆที่พี่อยากเรียนคือ อยากเรียนเอาภาษามันจริงๆต่างหาก
ถามว่าอยากเรียนจีนไหม พี่ก็คงตอบว่าอยากเหมือนกัน
พี่เลือกไม่ได้
ครูพี่ก็พยักหน้า แล้วบอกว่า อยากเรียนอะไรก็เรียนไป อย่าตามใจพ่อแม่ เราเป็นคนเรียนไม่ใช่พวกเขา แต่ฟังหูไว้หูไว้ ที่เขาทำไปเพราะเขาหวังดีต่ออนาคตของเราด้วย ถ้าเป็นไปได้ลองให้พ่อแม่มาคุยกะครูดูนะ
แล้วจากนั้นครูก็ขอตัวไปสอน พี่ก็ขับรถออกจากโรงเรียน
แต่ตอนนั้นพี่ยังไม่อยากกลับบ้านเลยไปหาเพื่อนที่บ้าน
แล้วก็ไปหาครูที่พี่เรียนภาษาอังกฤษด้วย
ครูเขาก็บอกคล้ายๆป้าศรี คือ เอาตามที่เราอยากเรียนเป็นพอ
วันๆนั้นฝนตก
พี่อยู่บ้านเพื่อนพี่ถึง 5 ทุ่ม อารมณ์หลบฝน แล้วถึงกลับบ้าน
พี่เดินเข้าบ้านมา ทุกคนยังตื่นอยู่ บางก็ดูทีวี บางก็ดูหนัง ไม่มีใครสนใจพี่ซักคน
พี่เดินไปอาบน้ำแล้วพอออกห้องมาทุกคนก็เข้านอนกันหมดแล้ว
พี่เดินไปเปิดคอมแล้วออนเอ็มทิ้งไว้
เป็นอีกวันหนึงที่พี่ร้องไห้จนไม่ได้นอน
รุ่งขึ้นอีกวันพี่ไปหาครูป้าศรีอีก
ครูเขาถามว่าผู้ปกครองไม่มีด้วยเหรอ พี่เลยส่ายหน้า
ครูพี่เลยขอเบอร์พ่อกะแม่พี่ให้มาหาที่โรเรียนหน่อย
ซักเที่ยวๆพ่อกะแม่พี่ก็มา
พี่ไม่ได้อยู่ฟังคนทั้งสามพูด แต่เดินไปหาอาจารย์ที่เคยเรียนด้วยหลายๆคน อจ. เขาก็ให้กำลังใจแล้วบอกว่าพี่ต้องผ่านมันไปได้
พอพี่กลับมาที่ห้องแนะแนว พ่อกะแม่พี่ก็กลับไปแล้ว
ครูป้าศรีเรียกพี่ไปคุยอีกครั้ง บอกเพียวสั้นๆว่า
"ปลูกเรือนตามผู้อยู่ ฟังหูไว้หู แล้วจะผ่านมันไปได้ คุยกันดีๆนะ"
คุยกะป้าศรีอีกซักพักพี่ก็ขอตัวกลับบ้าน
เมื่อไปถึงบ้านพี่เห็นพ่อพี่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โต๊ะอาหาร
พ่อพี่เรียกไปคุยด้วย
แล้วถามพี่ว่า จะเรียนที่ไหนกันแน่
พี่กำลังจะตอบท่าน แต่ท่านก็พูดขัดขึ้นมาก่อน
"ไปแม่ฟ้าหลวงใช่ไหม"
เหมือนฟ้าผ่าตัดเข้ากลางลำตัว ช็อกมากๆ
เพราะไม่คิดว่าพ่อพี่จะพูดคำนี้ออกมา
พี่เลยอธิบายไปว่าพี่จะเรียนราชภัฏ พี่จะเรียนที่นี่
ท่านก็พูดมา เรียนที่นี่มันก็ดี แต่เครดิต มฟล.ดีกว่า เห็นแก่หน้าพ่อกะแม่ด้วย
พี่บอกไปอีกว่าพี่ไม่อยากเรียนจีน
พ่อท่านก็ตอบกลับมา งั้นไปเรียนที่นั่นก่อนทนเรียนไป1 ปี แล้วค่อยย้ายเมเจอร์
พี่ช็อกมาก น้ำตาพี่ไหล
พี่ตอบท่านไปว่ายังไงๆก็จะให้ไปให้ได้ใช่ไหม งั้นก็เตรียมเห็นหนูซิ่วได้เลย
พี่รู้ว่าพี่พูดแรงมาก แต่ตอนนั้นพี่ไม่ไหวแล้วมันเบลอไปหมด
แล้วพี่ก็โดนพ่อพี่ตบหน้า แรงมากๆ
บ้านพี่แตกอีกครั้ง
พี่ไม่ได้นอนมาเป็นคืนที่ 3 ติดต่อกัน
ตอนนั้นมันเหนื่อย มันล้ามาก พี่รู้ตัวว่าพี่ไม่มีแรงเหลือ แต่พี่ก็ต้องฝืนเอา
หลังจากเหตุการณ์เมื่อวาน บ้านพี่คุกรุ่นมาก น้องพี่ถึงกับหนีไปนอนบ้านเพื่อนเลยทีเดียว
แม่พี่ออกไปข้างนอกเหมือนเดิม
เหมือนพยายามหลบหน้าพี่
มีแค่พี่กะพ่อที่อยู่บ้านเพียงแค่นั้น
แล้วจู่ๆพ่อพี่ก็บอกว่าเดี๋ยวพี่เอ็ดจะมาหา มาบอกชีวิตวัยเรียนมหาลัยที่แม่ฟ้าหลวงให้ฟัง แล้วหลังจากนั้น จะเลือกอะไรก็เรื่องของลูก พ่อแม่จะไม่ยุ่งแล้ว
พูดถึงพี่เอ็ด(ไม่ใช่เอ็ดเวิร์ด เอลริค) พี่เขาเป็นญาติของเราค่ะ เป็น นศ.ที่จบปริญญารุ่นแรกของ มฟล. เลย ตอนนี้เรียนจบป.โทแล้วค่ะ เป็น อจ.อยู่เทคโนตีนดอย
เราก็พยักหน้าเล็กน้อย
วันทั้งวันไม่พูดอะไรกับใครอีก
วันนี้นัดเจอพี่เขาที่ร้านโบ๊ต
คำถามแรกที่พี่เขาพูดกับเราคือ
"เลือกที่จะเรียน ฟังพี่ไว้เป็นแนวทาง อย่าคิดว่ามาฟังคำพูดโน้มน้าว ปล่อยใจให้สบายนะ"
พี่น้ำตาซึม ถึงขั้นกินข้าวไม่ลงเลยทีเดียว(หัวเราะ)
พี่เอ็ดเขาแนะนำเราว่า ที่คนในครอบครัวทำไป เขาหวังดีกับเรา ราชภัฏไม่ใช่ว่าไม่ดี ดีมากๆด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะเราเป็นลูกคนแรก ความหวังเขาจึงค่อยข้างสูง พี่จบเศรษฐศาสตร์ มฟล. แต่รู้ไหมครั้งแรกที่พี่ได้น่ะ คือวิศวะ มช.
ทำไมพี่ถึงเลือกเรียนที่ มฟล. เพราะตอนนั้นมันเป็นมหาลัยใหม่ด้วย พึ่งเปิดซิงๆเลย พี่เลยคิดว่า มันท้าทายดีไปเป็นรุ่นแรกของมหาลัยเลยนะ พี่เลยเลือก มฟล.ไป
ตอนนั้นพี่ไม่รู้ว่ามันสอนเป็นภาษาอังกฤษ พี่เหวอมาก พี่เอาตัวเกือบไม่รอด พี่จะเอ็นท์ใหม่หลายครั้ง แต่พี่ก็ทำไม่ได้
แต่สุดท้ายพี่ก็เรียนจบ แล้วมาเป็นพี่ถึงทุกวันนี้
พี่เลือกที่จะเรียนรู้ พี่เลือกที่จะสู้กับมัน แต่พี่ไม่ได้หมายความว่าจะให้หว้าทำตามที่พี่บอก ไม่อยากให้หว้าคิดว่ามาฟังพี่พูดโน้มน้าวให้ไปเรียน
เลือกที่อยากเรียนเถอะนะ ไม่ต้องกลัวว่าพ่อแม่จะเสียใจ เพราะมันเป็นทางเลือกของเรา อนาคตของเรา
หลังจากที่แยกกับพี่เอ็ดี่ก็แกร่วอยู่แถวๆหน้ามอ
คิดแล้วคิดอีก คิดๆเป็นอิคคิว แล้วพี่ก็ตัดสินใจได้
กลับบ้านมา พ่อกะแม่พี่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร
แล้วเรียกพี่ไปถามว่า
ตกลงจะเรียนอะไร
พี่หายใจเข้าๆออกได้ซัก 10 นาทีได้
มันเป็น 10 นาทีที่ทรมานมาก 10 นาทีที่เหมือนเป็น 10 ปี
นึกถึงคำพูดที่พี่เขาแนะนำมาซ้ำๆกับเหมือนกรอวีดีโอ
แล้วพี่ก็ตัดสินใจพูดออกไป
"หนูจะเรียนที่ราชภัฏค่ะ"
เงียบอีกครั้ง
พ่อพี่ไม่พูดอะไรเลย
ส่วนแม่พี่ก็ลุกออกจากเก้าอี้
หนีไปร้องไห้หลังบ้าน
พี่รู้สึกผิดมากจนอยากร้องไห้ตาม
แต่น้ำตาพี่ไม่ยอมไหล
แม่พี่ไปซักพัก พ่อพี่ก็บอกพี่ว่า ถ้าจะเลือกเรียนที่นี่จริงๆสัญญากับพ่อมา 3 ข้อ
1 - เรียนให้ดี
2 - ขอทุนไปเรียนเมืองนอกให้ได้
3 - เอาเกียรตินิยมมาประดับฝาบ้านซะ
พ่อไม่บังคับให้ทำให้ครบทั้ง 3 ข้อ แต่อย่างน้อยขอให้สำเร็จซักข้อก็ยังดี
รู้ว่ามันยากแต่พี่ก็จะพยายาม เราเลือกทางเดินนี้แล้วเราต้องสู้ต่อไป
ถามว่ารู้สึกผิดไหม
คำตอบคือรู้สึกผิดมากๆ
เขาตั้งความหวังให้เราเขาเรียนที่ มฟล. ให้ได้ แต่เราเลือกที่จะไม่เอา เพราะรู้ตัวว่ามันไม่ใช่
ถึงจะชอบมหาลัยมันมาก แต่ก็ไม่ได้จะต้องเรียนที่นั่นเสมอไป
เขาร้องไห้เราก็เจ็บ เจ็บมากๆด้วยเขาอยากให้เรามีอนาคตที่ดี มีงานทำที่ดี
ผิดต่อรุ่นพี่ทุกคนที่ มฟล. เพราะคนรู้จักของเราที่นั่นก็เยอะพอดูเหมือนกัน
แต่นี่เป็นทางเดินของเรา อนาคตเป็นเรื่องวันข้างหน้า
จะดีหรือเลวขึ้นอยู่ที่ตัวเราทั้งนั้น
อย่ายึดติดสถาบัน ไม่ได้ที่ๆอยากได้ก็อย่าผิดหวัง
ชีวิตเราเปรียบเหมือนรถยนต์ แล้วเส้นทางชีวิตคือถนน แต่ละสายต่างมีทางที่ขรุขระด้วยกันทั้งนั้น ไม่ได้มีความราบเรียบเสมอไป
ฝากไว้ให้น้องๆม.6 ทุกคน ไม่สิ ฝากไว้ให้รุ่นน้องทุกชั้นนะคะ
ที่พี่เล่าไปเอาไว้เป็นแนวทางมันสามารถช่วยน้องแก้ปัญหาได้ในระดับหนึง
ปีหน้าพี่จะรอรับน้องนะ(แต่ปีนี้โดนรับน้องไปก่อนแล้วกัน ฮาๆ)
ปกติเป็นคนไม่ขอดาวแดง
แต่ครั้งนี้ใครอ่านอยากให้ช่วยกันแปะดาวแดงด้วย
อยากให้ขึ้นhotpost
อยากให้น้องๆมาอ่านทุกคนจริงๆค่ะ
ขอบคุณที่ทนอ่าน
เอนทรี่นี้เหมือนเป็นเอนทรี่ยาวที่สุดที่เราเขียนมา
วันนี้จะได้นอนหลับสบายๆซักที
edit 18/05/52
ขอบคุณสำหรับดาวนะคะ
อยากตบปากตัวเองขอโทษ เราอุตส้่พิมพ์ซะดิบดี
ตอนนี้ ไม่ได้เรียนที่ราชภัฏเชียงใหม่แล้วค่ะ
เราไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
เขาบอกให้เราเลือก
แต่เขากลับจัดการทุกอย่าง ทั้งหอ ทั้งซื้อของบลาๆ
แล้วมาโยนให้เราดูตูมเดียว
เราไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่แรก
เมื่อวานอยากร้องไห้แต่น้ำตามันไม่ไหลแล้ว
คุยกะพี่ๆหลายๆคนเขาก็โวยวาย หาทางออกให้ บอกให้หนีออกจากบ้านเลยก็มี (ฮาๆ)
อิสระของพี่ไม่มีแล้วล่ะ คงได้แต่ก้มหน้าทำใจ ปลงแล้วกะนิสัยเอาแต่ใจของท่านเขา
รู้ว่าเขาหวังดี แต่ทำแบบนี้รับไม่ได้จริงๆ
ซิ่วดีไหมนะ(หัวเราะ)
ขอบคุณแล้วก็ขอโทษเพื่อนๆทุกคนนะ
วันนี้จะเลิกเฟลแล้วลุยไปกับเส้นทางที่เขาขีดไว้ให้
น้องๆที่มีโอกาสมากกว่าพี่ก็สู้ๆแล้วกันจ้า พี่เป็นกำลังใจ
ไฟท์ติ้งนะ ^^o/

รู้สึกผิดที่ว่าไม่รู้อะไรเลยทั้งที่รู้จักกับพี่วามาก็นาน... เอนทรี่นั้นเราก็ว่าอิจฉานะวิวสวย (หัวเราะ) ไม่ได้รู้จิตใจพี่เลย OTL ขอโทษค่ะ
มันผ่านไปแล้วสินะฮะ ขอให้วายะซังโชคดีกับหนทางที่เลือกนะคับ ประสบความสำเร็จมากๆ :)
#1 By takara™ on 2009-05-17 20:05